TRAVEL STYLE
เรารู้ว่าคุณชอบท่องเที่ยว แต่ ณ ขณะนี้ คุณชอบท่องเที่ยวสไตล์ไหน
เก้าไปให้สุด แล้วหยุดที่ย่าติง
Jun 14, 2019 BY K9 Around The World

ทริปแรกของผม ของการเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่ ก่อนจะเป็นทริปนี้ การเที่ยวจีนถือเป็นสิ่งที่ท้าทาย เพราะด้วยภาษา วัฒนธรรม ผู้คน และภูมิประเทศที่ใหญ่ จนเลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มต้นที่ไหน บางคนอาจจะเริ่มง่ายๆ ที่เมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ แต่มันยังดูไม่ค่อยมีแรงจูงใจอะไร สุดท้ายแรงบันดาลใจก็เริ่มมา จากการที่ได้เห็นภาพวิว ทิวเขาที่มีหิมะปกคลุม ท่ามกลางทะเลสาบน้ำใส สีสวย นึกว่าแถบยุโรป หรือสวิตเซอร์แลนด์ แต่พอรู้ว่าอยู่แค่ประเทศจีนใกล้ๆ นี่เอง ก็ต้องเริ่มหาข้อมูล การเดินทางไปสักครั้ง

อุทยานแห่งชาติย่าติง อยู่ที่เมืองเต้าเฉิง มณฑลเสฉวน ประเทศจีน สถานที่นี้ถูกค้นพบ ในปี 1928 และได้มีการนำภาพถ่ายตีพิมลงใน นิตยสาร Nation Geographic หลังจากนั้นก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากขึ้น

จุดไฮไลท์ของอุทยานย่าติง นั่นก็คือ ทุ่งหญ้าชงกู่ ทุ่งหญ้าลั่วหลง ทะเลสาบไข่มุก ทะเลสาบน้ำนม ทะเลสาบห้าสี แต่เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ ขึ้นชื่อว่ามีความสูงที่ท้าทายในระดับหนึ่ง และเส้นทางที่ค่อนข้างยากลำบากในการขึ้นไปและจุด ทำให้ต้องทำการบ้าน และเตรียมตัวอย่างหนักสำหรับช่วยในการปรับสภาพร่างกายต่อภาวะที่อยู่ในพื้นที่สูงมากๆ เพราะเมืองที่เราจะเดินทางไป มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 4,000 เมตร

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลย.... 

ในทริปนี้ เลือกใช้สายการบิน China Eastern Airline จากสุวรรณภูมิ สู่คุนหมิง ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. ถึงสนามบิน Kunming Changshui แล้วต่อรถบัสไปที่สถานีขนส่งคุนหมิงสายตะวันออก หรือ  Kunming West Bus Terminal สามารถซื้อตั๋วรถได้ที่ประตูทางออกจากสนามบิน (นั่งรถประมาณ 2 ชม.)

รถบัสจะจอดส่งผู้โดยสารบริเวณด้านหลังสถานีขนส่ง แล้วต้องเดินอ้อมมาซื้อตั๋วด้านหน้า (การซื้อตั๋วรถบัสทางไกล จะต้องแสดงหนังสือเดินทาง) และบอกกับพนง. ไปว่าจะไปที่ไหน รอบเวลากี่โมง โดยผมเลือกเป็นรอบสุดท้าย 20:30 น. เพื่อออกเดินทางกลางคืน ไปลงที่แชงกรีล่า จะได้ถึงปลายทางตอนเช้า เพราะจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชม. ซึ่งเป็นรถนอน

ระหว่างรอ ถ้ามีเวลา และสัมภาระไม่เยอะมาก ก็สามารถนั่งรถไฟใต้ดินเข้าไปในเมืองได้ ซึ่งสถานีรถไฟอยู่หน้าสถานีขนส่ง แต่ถ้ากลัวกลับมาไม่ทัน ก็นั่งเล่นรอบริเวณสถานีขนส่ง มีร้านค้า ร้านอาหารให้นั่ง

เมื่อได้เวลาขึ้นรถ อาจจะต้องตั้งสติดีๆ ดูเลขที่นั่ง (ที่นอน) ให้ตรงกับหน้าตั๋ว สภาพรถพอใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้สะดวกสบายมากนัก แต่พอรถออกไปไม่นานก็หลับตลอดทาง รถจะมีจอดแวะพักประมาณ 1 ชม. เพื่อให้เข้าห้องน้ำ เพราะบนรถไม่มีห้องน้ำ!! 

พอฟ้าเริ่มสว่าง เราก็ใกล้เข้าตัวเมืองแชงกรีล่า ประมาณ 8:30 ก็ถึงสถานีขนส่งแชงกรีล่า ก่อนออกสถานีขนส่ง แนะนำให้ซื้อตั๋วรถไปเต้าเฉิงให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็หา taxi หรือรถประจำทาง หรือถ้าไม่รีบ เดินเล่นๆ ไปที่พักได้ ซึ่งผมเลือกจองที่พักไว้ในย่านเมืองเก่า Dukezong Ancient Town หลังจากถึงที่พัก Check-in อะไรเรียบร้อยแล้ว ก็มีเวลาพักนิดหน่อย หาของกิน ก่อนสถานที่เที่ยวแห่งแรกในเมืองแชงกรีล่า

จุดหมายแรกของวันนี้ คือวัดซงจ้านหลิน Songzanlin เป็นวัดที่สร้างจำลองแบบจากพระราชวังโปตาลา (Potala) ในกรุงลาซา (Lhasa) ของทิเบต ระยะทางไม่ไกลจากย่านเมืองเก่า นั่ง Taxi หรือรถประจำทางไปได้ แต่จะไม่ได้ไปส่งถึงตัววัด จะต้องซื้อตั๋วที่ด่านหน้าก่อน เพื่อนั่งรถบัสต่อไปอีกที

แค่เริ่มต้น ก็เล่นเอาหอบ เพราะทางขึ้นวัดชันมาก แต่พอขึ้นไปถึงแล้วสวยมาก วิวดีมาก ภายในวัดเงียบสงบ ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความที่พื้นที่กว้าง เลยไม่วุ่นวาย บางจุดทางวัดจะไม่อนุญาติให้เข้า แต่ก็มองจากข้างนอกเข้าไปได้ ใช้เวลาเดินชมรอบๆ ประมาณ 3 ชม. ขากลับก็ขึ้นรถบัสที่จุดเดิมมาลงตรงที่ขายตั๋วแล้วนั่งรถประจำทางต่อได้ ซึ่งรถประจำทาง สาย 3 สามารถนั่งไปลงที่วัดต้าฝอ จะได้เที่ยวได้ต่อเลย เพราะอยู่ไม่ไกลจากย่านเมืองเก่า

วัดต้าฝอ (Dafo Temple) จุดเด่นของวัดนนี้ นั่นก็คือกงล้อยักษ์ ที่มองเห็นแต่ไกล เพราะวัดตั้งบนเดินเขา สามารถเดินขึ้นไปชมได้ฟรี กงล้อยักษ์นี้สามารถหมุนได้ แต่ต้องใช้แรงหลายคนช่วยกันหมุน

ออกมากจากวัดต้าฝอ ก็เดินไปเที่ยวเล่นย่านเมืองเก่า Dukezong Ancient Town ได้เลย ในช่วงเย็นๆ นักท่องเที่ยวจะมาเดินเป็นจำนวนมาก เพราะร้านค้า ร้านอาหาร เริ่มเปิดกันมากขึ้น มีทั้งของฝาก อาหารพื้นเมือง หรือ สุกี้ Hot Pot ที่มีให้เลือกหลายร้าน


บริเวณเมืองเก่าไม่ได้มีพื้นที่กว้างสามารถ ใช้เวลาเดินไม่นาน ก็สามารถเดินได้ทั่ว และด้วยเพราะที่พักอยู่ในย่านนี้ ก็เดินได้เรื่อยๆ จนฟ้าเริ่มมืด ก็เตรียมกลับไปพักผ่อน เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้าไปสถานีขนส่ง ขึ้นรถบัสรอบ 8:00 น. เพื่อย้ายไปเมืองเต้าเฉิง

8:00 ล้อหมุนออกจากแชงกรีล่า มุ่งหน้าสู่เต้าเฉิง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชม. ซึ่งเส้นทางจะเป็นภูเขาเกือบ 90% ลัดเลาะไปตามหน้าผา อุโมงค์ บางช่วงอาจจะหลับไม่ลง เพราะทางที่มีแต่หิน หินสมชื่อ แต่รถก็สามารถพาเราผ่านไปได้ การนั่งรถไป 10 ชม. อาจจะดูน่าเบื่อ แต่ถ้าได้เห็นวิวข้างทางแล้วล่ะก็ ลดความเบื่อลงไปได้เยอะเลย

18:00 น. ก็เดินทางถึงเมืองเต้าเฉิง เป็นที่เรียบร้อย หลังจากลงรถมาแล้ว ไม่ต้องตกใจ!! ถ้ามีคนมารุมล้อม และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ย่าติง... เพราะเค้าจะคิดว่าคุณเป็นนักท่องเที่ยวแน่นอน แต่เราจะยังไม่ไป เพราะจะนอนค้างที่นี่คืนที่ 1 กับคืนที่ 3 ซึ่งจองไว้ยาว 3 คืน ที่พักที่นี่จองไว้ห่างจากสถานีขนส่งประมาณ 1 กม. ก็เลยลองเดินไปตามแผนที่ พอถึงที่พัก ได้ลองคุยกับเจ้าของและให้ช่วยหารถรับจ้างไปอุทยานย่าติง พอหาได้เรียบร้อย ก็เตรียมแบ่งสัมภาระ ชุด ของใช้ต่างๆ แบ่งกระเป๋าสะพาย เพื่อไปค้างที่อุทยานย่าติง 1 คืน ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ทิ้งไว้ที่นี่ เพราะต้องกลับมานอนคืนที่ 3

ช่วงเย็นในเมืองเต้าเฉิง ก็เดินเล่นดูร้านค้า วิถีชีวิตผู้คน มองไปได้กลิ่นอายความเป็นทิเบตมากขึ้นเรื่อยๆ 

เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นตั้งแต่ตี 5 นัดคนขับรถมารับตอน 6 โมง ระหว่างคนขับก็จะจอดแวะให้เราได้ลงถ่ายรูปวิวสวยๆ แต่ด้วยอากาศตอนเช้าที่หนาวมาก 2-5 องศา ก็ต้องรีบวิ่งกลับมาขึ้นรถ บอกให้คนขับออกเดินทางต่อยาวไปเลยดีกว่า เพราะจุดหมายเราคือย่าติง

เดินทางประมาณ 3 ชม. ก็เข้าสู่พื้นที่อุทยานย่าติง แต่... ยังไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะการเที่ยวอุทยานของประเทศจีน ส่วนมากทางเข้าจะอยู่ห่างจากจุดท่องเที่ยว ต้องซื้อตั๋วที่ Ticket Office ก่อน (ตั๋วอุทยานย่าติง จะเป็นราคารวมค่าเข้าอุทยาน กับค่ารถบัส สามารถใช้ได้ 2 วัน)

รถบัสอุทยาน มีบริการค่อนข้างเยอะ ไม่ต้องรอนาน คนขึ้นเต็มก็ออกเลย ใช้เวลานั่งเข้าไปในอุทยานประมาณ 2 ชม. รถจะแวะจอดส่งที่จุดหน้าหมู่บ้าน Yading Village สำหรับผมต้องลงจุดนี้ก่อน เพื่อหาที่พักนอนคืนนี้ เพราะส่วนมากไม่มีให้จองมาก่อน ต้อง walk-in มาหาหน้างานเอาเอง และเราก็ได้ที่พักแบบไม่ได้คิดไรมาก ใกล้ไหนก็เอาที่นั่น แต่พอเห็นวิวจากห้องพัก โอ้...โห มันยอดมาก เพราะเห็นยอดเขาหิมะแบบเต็มๆ 

เมื่อหาที่พักได้เรียบร้อยแล้ว ก็รอรถบัสที่หน้าหมู่บ้าน เพื่อนั่งต่อไปสุดสาย ที่หน้าวัดชงกู่ และนี่คือจุดเริ่มต้นการผจญภัยขึ้นสู่ย่าติงอย่างแท้จริง เส้นทางการเที่ยวอุทยานย่าติง หลักๆ มี 2 เส้นทาง ควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน เพื่อเก็บให้ได้มากที่สุด โดยเส้นทางแรกที่เราจะไปในวันนี้ คือโหดที่สุดก็ว่าได้ (เพราะยังมีแรงอยู่) เพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุด นั่นก็คือ ทะเลสาบห้าสี

(แผนที่เส้นทางในอุทยานย่าติง สามารถโหลดได้จากไฟล์ Travel Plan ด้านล่าง)

เส้นทางแรก เมื่อลงจากรถบัสแล้ว สามารถเลือกเดินไปทางซ้าย หรือทางขวาก็ได้ เพราะจะไปบรรจบที่เดียวกัน แต่บรรยากาศรอบข้างจะแตกต่างกัน โดยผมเลือกไปทางซ้ายก่อน เดินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดรถรับส่ง คล้ายๆรถกอล์ฟ เพื่อนั่งขึ้นไปทุ่งหลัวหลง ระยะทาง 6.7 กม. (ถ้าเดินคงกินเวลานานมากๆ) เลยตัดสินใจซื้อตั๋วรถกอล์ฟไปกลับเลยดีกว่า เพราะต้องใช้เวลาเดินขึ้นเขาอีกหลายชั่วโมง

เมื่อขึ้นรถกอล์ฟมาถึงทุ่งหลัวหลง คราวนี้เราต้องเตรียมตัว เตรียมใจเดินต่อกันจริงๆ แล้ว จะมองเห็นลานทุ่งหญ้ากว้างแบบสุดลูกหูลูกตา ต้นหญ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง มีม้าเดินกินหญ้า และที่ตั้งตระหง่าอยู่ตรงหน้า ก็คือภูเขาหิมะอันศักดิ์สิทธิ์ พอเห็นวิวแบบนี้ก็เริ่มมีกำลังใจให้เดินต่ออีกเยอะเลย

เดินตามเส้นทางที่เป็นสะพานไม้ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดพัก ก็ใกล้เข้าสู่ทางเดินที่เป็นเขา เราจะเริ่ม Trekking กันแล้ว หรือใครอยากขี่ม้า ก็มีบริการไปส่ง (แพงมาก) แต่ไม่ได้ไปจนสุดทาง เลยเลือกเดินเอาดีกว่า ช่วงแรกยังเดินสบายๆ เดินเรื่อยๆ มีหยุดพักบ้าง จุดหมายต่อไปคืออีก 5 กม. ทางจะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ และจะเริ่มได้ยินเสียงออกซิเจนกระป๋องตามรายทาง เพราะอากาศเริ่มเบาบางอย่างรู้สึกได้ชัด เดินมาได้ 3 กม. หลังจากนี้ทางจะเริ่มโหดขึ้นเรื่อยๆ เพราะเดินแค่ 5 ก้าว ก็ต้องหยุดพัก หายใจไม่ทัน แนะนำให้เตรียมน้ำหวานติดตัวไป ไว้จิบระหว่างทางจะช่วยให้ดีขึ้นได้ ส่วนถ้าหิวก็หาจุดพักนั่งกินระหว่างทางได้เลย สำหรับ 2 กม.หลังนี้ ต้องใช้เวลาเดินนานหน่อย ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแย่งกัน เพราะทุกคนเจอสภาพเดียวกัน แต่ด้วยวิวข้างหน้านั้น มันเป็นแรงผลักดันให้เราได้ก้าวไปต่อ

ใกล้ถึงจุดหมาย ผมเลือกที่จะเดินต่อขึ้นไปอีก 0.3 กม. เพื่อไปทะเลสาบห้าสีก่อน แต่เกือบต้องถอดใจ เพราะทางขึ้นนั้นชัน และมีลมแรงมาก แต่ใจก็ต้องสู้จนถึงที่สุด เพื่อให้ถึงจุดสูงสุด 4,700 เมตร ความเหนื่อย ณ เวลานั้น บอกเลยว่ามันเหมือนกับหัวใจจะหยุดเต้น จนเกือบจะล้มลง แต่ใช้ความอดทน และตั้งสติดีๆ ค่อยๆ เดินขึ้นไปให้ช้าที่สุด ขอเตือนเลยว่าห้ามรีบ ถ้าไม่ไหวให้หยุดพัก พอเมื่อถึงจุดบนสุด ความอัดอั้นต่างๆ ก็จะโล่งขึ้น ทำใจให้สบายๆ มองวิวสวยๆ ไปรอบๆ แล้วค่อยเดินชมความงดงามที่อยู่เบื้องหน้า


หันไปอีกฝั่ง ก็จะเห็นน้ำสีฟ้ามาแต่ไกล และนั่นก็คือทะเลสาบน้ำนม ที่อยู่ไม่ห่างจากทะเลสาบห้าสีมากนัก ค่อยๆ เดินลงมาตามไหล่เขาลงมาอีกไม่ถึง 1 กม. ซึ่งทะเลสาบน้ำนมมระดับความสูงอยู่ที่ 4,600 เมตร น้ำที่เห็นเป็นสีฟ้าจริงๆ ส่วนมากคู่บ่าวสาวชอบมาถ่ายรูปกันที่นี่

หลังจากได้อิ่มตา อิ่มใจ กับความงดงาม ของทั้งสองทะเลสาบน้ำนม และทะเลสาบห้าสีแล้ว อย่าลืมดูเวลา เพราะว่าเราต้องเดินกลับทางเดิม ซึ่งขาลงอาจจะไม่เหนื่อยมากนัก (แต่ก็เหนื่อยอยู่ดี) บางช่วงเดินลงเร็วไม่ได้ เพราะทางชัน แต่ต้องให้ทันเวลาก่อนรถเที่ยวสุดท้ายหมด เพราะไม่อย่างงั้น ติดอยู่อยู่ในอุทยานบนเขาลำบากแน่ๆ 

เมื่อเดินลงมาถึงทุ่งหญ้าหลัวหลง ระหว่างทางก่อนไปขึ้นรถ ยังได้มีโอกาสได้เก็บตกภาพความสวยงามของภูเขาหิมะ กับสีทองของใบไม้ และทุ่งหญ้า

เสร็จสิ้นภารกิจพิชิตย่าติงวันแรกไปด้วยความราบรื่น เราจะนั่งรถบัสอุทยานกลับไปลงหมู่บ้าน Yading Village เพื่อเข้าที่พัก ซึ่งโรงแรมที่นี่ดูแลลูกค้าที่มาเข้าพักเป็นอย่างดี พนง.จะคอยมาเคาะห้องเพื่อตรวจวัดความดัน และมีเครื่องปรับความดัน และออกซิเจนช่วยหายใจไว้บริการภายในห้องด้วย 

วันรุ่งขึ้นเรายังเหลือภารกิจอีกครึ่งวันที่ย่าติง กับทะเลสาบไข่มุก ใช้เวลาไม่นาน ออกเดินทางแต่เช้า แต่เส้นทางนี้ต้องเดินอย่างเดียว เมื่อวันก่อนเราเดินไปทางซ้าย วันนี้เราจึงเดินทางขวา จะเห็นน้ำตก ลำธาร ริ้วธง และศิลปะตามรายทาง ก่อนถึงวัดชงกู่ แล้วจึงค่อยเดินขึ้นเขา ตามทางเดินเป็นสะพานเหล็ก สลับกับขั้นบันได ระยะทางเพียง 1.5 กม. เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ

เมื่อเห็นภูเขาหิมะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก็แสดงว่าใกล้ถึงทะเลสาบไข่มุกแล้ว ทะเลสาบนี้มีระดับความสูงอยู่ที่ 4,100 เมตร จุดเด่นคือ น้ำในทะเลสาบจะเป็นสีเขียว และมีภูเขาหิมะตั้งอยู่ตรงหน้า ถ่ายรูปออกมางดงามจนเกินคำบรรยาย (ดูรูปเอาละกัน)

ทะเลสาบไข่มุก เป็นเส้นทางที่มาง่าย แนะนำให้มาช่วงเช้า เพราะถ้าเริ่มสายนักท่องเที่ยวจะมากันเป็นจำนวนมาก และอาจเป็นอุปสรรคในการถ่ายรูป เนื่องจากทุกคนที่มาถึง ก็ต่างมุ่งไปที่จุดถ่ายรูปสุดฮิตของวิวที่นี่ เพราะถ่ายรูปออกมาได้สวยที่สุด แต่ถ้ามีเวลาก็สามารถเดินเล่นๆ เลาะไปตามทางเดินริมทะเลสาบได้


และแล้วก็เป็นอันเสร็จภารกิจ พิชิตย่าติง ครบทั้ง 3 ทะเลสาบ (แต่ได้ยินมาว่าภายในอุทยานยังมีทะเลสาบกบ) ซึ่งยังเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไป ไว้ถ้ามีโอกาสจะไปเก็บมาฝากกันนะครับ

หลังจากนี้ ขอเอาความเหนื่อยที่ผ่านมาทั้งหมด ทิ้งไว้ที่ย่าติงแห่งนี้ แล้วเก็บเอาความสุข ความประทับใจ กลับไปแบบไม่มีวันลืม

เมื่อพร้อมเดินทางกลับ ก็นั่งรถบัสอุทยานออกมาที่จุดขายตั๋ว แล้วเดินออกไปหารถรับจ้างเพื่อเข้าเมืองเต้าเฉิง พอเข้าใกล้ตัวเมืองแล้ว ควรรีบไปซื้อตั๋วรถบัสกลับแชงกรีล่าก่อน เพราะรถจะออกรอบเช้าสุดในวันถัดไป และมีน้อย ถ้ารถเต็มก็ต้องรอไปวันอื่นเลย 

รุ่งเช้ารถออก 6:00 เดินทางกลับไปยังแชงกรีล่าตามเส้นทางเดิมเหมือนตอนขามา (หรือใครอยากนั่งเครื่องบิน ก็สามารถบินจากเต้าเฉิงไปคุนหมิงได้เลย แต่ค่าตั๋วค่อนข้างแพง) งั้นเลือกกลับแบบเดิมดีกว่า แล้วค่อยนั่งเครื่องบินจากแชงกรีล่า ไปคุนหมิงอีกต่อ จะได้ประหยัดเวลานั่งรถบัสไปอีก 10 ชม. ซึ่งคืนนั้นผมเลือกที่จะนอนสนามบิน เพราะบินถึงคุนหมิงตอนตี 1 รอตอนเช้าค่อยนั่งรถ Airport Bus เข้าตัวเมือง

2 วันสุดท้ายที่คุนหมิง โปรแกรมเที่ยวที่นี่ไม่มีอะไรมาก เพราะไม่ได้เป็นจุดหมายหลักของการมาเที่ยวทริปนี้ แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็แวะเที่ยวซะหน่อย ผมเลยเลือกไปเที่ยวถ้ำ Jiuxiang Caves ที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เพราะเป็น 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของมณฑลยูนนาน ภายในมีหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตา และเป็นโพรงระยะทางยาวกว่า 3 กิโลเมตร ถูกตกแต่งด้วยแสงไฟหลากสีสัน เดินชมความงดงามไต่ระดับขึ้นไปจนถึงทางออก แล้วค่อยนั่งกระเช้าลงมา

การเดินทางไป Jiuxiang Caves จากตัวเมืองคุนหมิง จะต้องนั่งรถ 3 ต่อ หารถประจำทาง 50 ไปสถานีขนส่ง Kunming Eastern Bus Station เพื่อต่อรถบัสไปเมือง Yiliang จากนั้นต่อรถมินิบัส สาย 21 ไปถ้ำ Jiuxiang

วันสุดท้าย เดินเที่ยวเล่นแบบวบายๆ รอบเมืองคุนหมิง ไปเช็คอินถ่ายรูปที่ประตูเมือง ใกล้ๆ กับถนนคนเดินช้อปปิ้งก่อนเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ

2263 views

Test

Cat

มัลดีฟส์ไม่เหงา .. ไม่มีเขาก็เที่ยวได้

บินเดี่ยวครั้งแรก .. ที่มัลดีฟส์ ทริปมือลั่นทั้งที่พักทั้งตั๋วเครื่องบิน เลยได้ไปฟินแบบโลนลี่ที่มัลดีฟส์ แต่กลับค้นพบประสบการณ์ที่ช่วยเยียวยาตัวเองทั้งกายและใจ

แพลนเที่ยว ภูฏาน 5 วัน 4 คืน

ประเทศเล็กๆ ในเทือกเขาหิมาลัย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เสน่ห์มากมายที่น่าค้นหา และแฝงไปด้วยมนต์ขลัง เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไปแล้วไม่มีวันลืม